รายการสินค้า

ผู้ผลิต

Review กล้องวงจรปิด

โฆษณา

สมัครรับจดหมายข่าว

กล้องวงจรปิด CCTV คืออะไร  มีกี่ประเภท

 

กล้องวงจรปิด CCTV ย่อมาจาก Closed Circuit TeleVision “CCTV”  คือการใช้กล้องบันทึกภาพวิดีโอและส่งสัญญาณผ่านสายสัญญาณมาเก็บรวบรวมไว้ที่เครื่องบันทึกส่วนกลาง  โดยมีฮาร์ดดิสสำหรับจัดเก็บข้อมูลเรียกว่า กล้องวงจรปิด CCTV ส่วนมากจะติดตั้งเพื่อเพิ่มความปลอดภัยในสำนักงานออฟฟิศ โกดังเก็บของต่างๆ ที่ต้องการดูว่ามีคนเข้า-ออก หรือหยิบของออกไปจากห้องโกดังนั้นหรือไม  ต่อมาได้แพร่หลายและเป็นที่นิยมติดตั้งตามบ้านเรือนมากขึ้น  และมีการพัฒนาให้มีระบบการแจ้งเตือนผ่านมือถือ  ดูออนไลน์ผ่านมือถือได้สะดวกขึ้น  ยิ่งบ้านไหนที่มีพ่อแม่ที่แก่แล้วปล่อยให้อยู่บ้านตามลำพัง ลูกๆออกไปทำงานก็สามารถติดไว้ดูพ่อแม่เผื่อเกิดอุบัติเหตุลื่นล้มได้     กล้องก็มีด้วยกันหลายประเภทแล้วแต่ลักษณะตำแหน่งที่ต้องการติดตั้งและการใช้งาน  เช่นกล้องที่ติดตั้งตามร้านสะดวกซื้อทั่วไปก็จะเป็นกล้อง Box ที่ใช้เลนส์ซูมเพื่อดูลูกค้าจ่ายเงินธนบัตรสีอะไร  และได้รับเงินทอนเรียบร้อยหรือยังเป็นต้น  ซึ่งก็จะเป็นบทความต่อไปนี้ที่จะแยกกล้องว่ามีกี่ประเภทกันบ้าง

 

กล้องวงจรปิด มีกี่ประเภท  หลักๆก็จะมีด้วยกัน 2 ประเภทคือ กล้องโดม (Dome)  และกล้อง กระบอก (Bullet)


 

กล้องวงจรปิด Dome Bosch

-          กล้องโดม (Dome)  ก็คือ กล้องที่ใช้สำหรับติดตั้งภายในไม่มีขายึดกล้องยื่นโผล่มาให้เห็น  รูปลักษณ์ก็จะเป็นทรงกลมผ่าครึ่ง  หรือรูปจานบิน  โดยส่วนใหญ่จะติดตามฝ้าในสำนักงาน  จะดูเรียบร้อยสวยงามกว่าการนำกล้องกระบอก  ที่พบเห็นได้บ่อยสุดมักจะเห็นตามธนาคารต่างๆ เป็นต้น  >>> (คลิกดู ราคากล้องโดม)


 

กล้องวงจรปิด Bullet 5MP

-          กล้องกระบอก (Bullet) ก็คือ กล้องวงจรปิดที่เป็นรูปทรงกระบอก  มีขายื่นออกมา  สามารถปรับหมุน  ก้มเงยได้เยอะกว่ากล้องโดม  ส่วนมากระยะอินฟาเรดของกล้อง Bullet  จะส่องได้ไกลกว่า  เนื่องจากออกแบบมาให้รองรับงานติดตั้งในพื้นที่สูงๆ

กล้องวงจรปิด แยกออกเป็น 2 ประเภทไปแล้ว มาต่อกันที่กล้องวงจรปิด  แบ่งออกเป็น 2 ระบบอีกด้วย  ก็คือจะมีระบบ Analog  และระบบดิจิตอล ก็คือกล้อง IP CAMERA  ที่จะเล่าถึงในบทความต่อไป  >>> (คลิกดู ราคากล้องกระบอก)

 

กล้องวงจรปิด Analog TVLine  จากอดีตจะมีเฉพาะกล้องวงจรปิดที่เป็นระบบอนาล๊อก  ความละเอียดก็จะอยู่ที่ 400TVline – 1000TVline  เป็นระบบที่เริ่มใช้งานมาตั้งแต่มีการคิดค้นระบบกล้องวงจรปิด CCTV แบบ อนาล๊อก ที่ใช้สายสัญญาณ (Coax cable) เช่น สาย RG6 RG11


ข้อดีของระบบ Analog

-          สามารถติดตั้งได้ง่าย   เพียงให้ช่างไฟฟ้าเดินสายติดตั้งให้กล้องให้ได้เลย

-          ราคาถูกกว่ากล้อง IP  CAMERA  ประมาณ 1.5 เท่า


ข้อเสียสำหรับระบบ Analog

-          ฟังก์ชั่นการใช้งาน  การแจ้งเตือนต่างๆ อาจจะถูกตัดออกไปหรือมีเฉพาะในเครื่องที่เป็นระบบดิจิตอลเท่านั้น

-          การต่อพ่วงอุปกรณ์เสริม เช่นสัญญาณกันขโมย บางเครื่องไม่มีให้ติดตั้งเพิ่ม

-          การบันทึกเสียง  รองรับการบันทึกเสียงได้น้อยกว่าระบบดิจิตอล

-          ไฟล์ที่จัดเก็บลงฮาร์ดดิส  เมื่อต้องการซูมภาพมากๆ จะทำให้ภาพแตก มองไม่ชัดเจนเท่ากับระบบดิจิตอล

 

กล้องวงจรปิด IP CAMERA


เป็นระบบกล้องวงจรปิด CCTV ที่นำมาใช้แทนระบบ Analog ซึ่งระบบ IP จะส่งสัญญาณในรูปแบบ Digital ทำให้ภาพที่ได้มีความคมชัดมากขึ้นและไม่เกิดการสูญหายของสัญญาณ โดยที่กล้องวงจรปิดทุกตัวจะมีหมายเลข IP ของกล้องแต่ละตัว ซึ่งสามารถเข้าไปดูกล้องแต่ละจุดๆ ได้โดยไม่ต้องเข้าผ่านเคลื่อง NVR ก็ได้  ซึ่งต่างจากกล้อง Analog เมื่อต้องการเข้าไปดูกล้องต้อง login ผ่านตัวเครื่อง DVR เท่านั้นจึงจะเข้าไปดูกล้องได้  ถ้าเกิดว่าวันนึงเครื่อง DVR เกิดเสียขึ้นมา ก็ไม่สามารถดูกล้องดูอื่นๆได้เช่นกัน  สำหรับกล้อง IP เราสามารถตั้งค่าให้กล้องทุกตัวออนไลน์ได้  ในกรณีเกิดเครื่องบันทึกเสีย  ก็ยังสามารถเข้าไปดูกล้องได้  แต่สำหรับช่างทั่วไปจะไม่ค่อยทำกัน  เพราะจะเซ็ทให้เครื่อง NVR เป็นตัวกลางสำหรับดูออนไลน์เครื่องเดียวเท่านั้น  หากบ้านไหนที่ต้องการติดกล้องเพียงตัวเดียว  แต่ว่าไม่ต้องการซื้อกล้องวงจรปิดเป็นเซ็ท  4 ตัว  ก็สามารถซื้อกล้อง IP CAMERA หรือกล้อง Robot มาสักตัวนึง  ติดตั้งไว้ในห้องเพื่อที่จะดูแค่ห้องนั้น  ก็สามารถทำได้เช่นกัน    ต่างจากกล้อง Analog  ที่จะต้องซื้อเครื่องบันทึก และกล้องมาอีก 1 ตัวจึงจะใช้งานเพื่อดูออนไลน์ได้เป็นต้น

 

สำหรับกล้องวงจรปิด IP POE ย่อมาจาก (Power Over Ethernet) คืออะไร พูดง่ายๆก็คือกล้อง IP CAMERA นั่นละครับ  แต่ว่าไม่ต้องเดินสายไฟไปเสียบ Adapter ให้กล้องแต่ละตัว  ซึ่งกล้องสามารถรองรับการจ่ายไฟจาก  NVR ที่รองรับ POE  หรือจาก Switch POE โดยการเดินสาย LAN ไปหากล้องแต่ละตัว  ซึ่งปรกติแล้วกล้องทุกตัวจะต้องเดินสายไฟหรือต่อกับ Adapter เป็นไฟเลี้ยงตัวกล้องทุกจุด    สมมติว่าเราติดตั้งกล้องทั้งหมด 16 ตัวและกล้องแต่ละตัวอยู่ไกลกันและจะต้องเดินสายไฟเพิ่มไปหากล้องแต่ละจุดด้วย    การทำจุดต่อปลั๊กเสียบAdapter ก็ต้องมีปลั๊กอีกหนึ่งตัวเพื่อต่อไฟจาก 220V มาให้Adapter แปลงไฟเป็น 12V เข้าตัวกล้องทุกจุด  ก็จะทำให้เกิดงบการในการติดตั้งเพิ่มขึ้นไปด้วย

 

สาย RG6 ย่อมาจากคำว่า  “Radio Grade” สายสัญญาณภาพที่ใช้กับกล้องวงจรปิด คือ สาย Coaxial Cable หรือที่เรียกกันว่า สาย RG  U ที่ต่อท้าย RG (RG/U) จะหมายว่า Universal คือการใช้งานทั่วไป  สาย RG6  สายชนิดนี้เป็นสายนำสัญญาณภาพ ทีได้รับความนิยมนำมาใช้งานในระบบ นำสัญญาณภาพแบบต่างๆ ทั้ง TV เคเบิ้ล ดาวเทียม หรือ ระบบ Audio/Video ส่วนใหญ่ก็นิยมนำสายชนิดนี้มาใช้งาน และ สายชนิดนี้ยังนิยม นำมาใช้งานกับระบบกล้องวงจรปิด CCTV มากที่สุดอีกด้วย ซึ่งสาย RG6 ในปัจจุบันมีอยู่หลายเกรดด้วยกัน แต่สาย RG6 ที่ควรนำมาใช้งานในระบบกล้องวงจรปิดนั้นควรจะเป็นสาย RG6 ที่มีคุณภาพสูงมี Shield ป้องกันสัญญาณรบกวนภาพสูง 95% เพราะหากนำสายที่มีคุณภาพต่ำมี Shield เพียง 60%-80% มาใช้งานกับระบบกล้องวงจรปิดอาจจะทำให้ได้คุณภาพของภาพจากกล้องวงจรปิดที่ออกมาไม่ชัด สีเพี้ยน ภาพลายบ้าง และเมื่อใช้งานไปนานๆแล้วอาจจะทำให้เกิดปัญญาณด้านสายสัญญาณภาพในภายหลัง  ซึ่งจะทำให้แก้งานได้ยากขึ้น ยิ่งถ้าเป็นพื้นที่หน้างานที่มีการตกแต่งภายในเสร็จเรียบร้อยแล้วจะทำให้แก้สายได้ยาก

 

 

มาตรฐานกล้องวงจรปิด ( IP Code)  Ingress Protection for consumer electronics ป้องกันฝุ่น ป้องกันน้ำ  รหัส IP เครื่องหมายมาตรฐาน IEC 60529 บางครั้งการตีความว่าเป็นป้องกันน้ำและฝุ่นทำเครื่องหมายจัดประเภทและอัตราระดับของการป้องกันที่มีให้กับอุปกรณ์ เช่นการป้องกันฝุ่น , การสัมผัสโดนน้ำ ได้รับการจัดทำโดย International Electrotechnical Commission (IEC) มาตรฐานยุโรปเทียบเท่าคือ EN 60529


มาตรฐานมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติมกับอุปกรณ์เช่นการป้องกันน้ำ ตัวอย่างเช่น โทรศัพท์มือถือ ที่ได้รับการจัดอันดับที่ IP68 เป็น "ฝุ่นละออง" และสามารถ "แช่น้ำจืด 1.5 เมตรได้นานถึง 30 นาที" ในทำนองเดียวกันซ็อกเก็ตไฟฟ้าที่ได้รับการจัดอันดับ IP22 จะได้รับการป้องกันการใส่นิ้วมือและจะไม่ได้รับความเสียหายหรือกลายเป็นไม่ปลอดภัยในระหว่างการทดสอบที่ระบุไว้ซึ่งสัมผัสกับน้ำหยดแนวตั้งหรือเกือบหยด IP22 หรือ IP2X เป็นข้อกำหนดขั้นต่ำสำหรับการออกแบบอุปกรณ์ไฟฟ้าสำหรับใช้ภายในอาคาร


ความหมายของตัวเลขหลักแรก
0 = ไม่ป้องกันอะไรเลย
1 = สามารถป้องกันของแข็งที่มีขนาดไม่เกิน 50 มิลลิเมตร เช่น การเผลอไปจับตัวกล้องด้วยมือ
2 = สามารถป้องกันของแข็งที่มีขนาดไม่เกิน 12 มิลลิเมตร เช่น เผลอแตะด้วยนิ้ว
3 = สามารถป้องกันของแข็งที่มีตั้งแต่ 2.5 มิลลิเมตรขึ้นไป  เช่น เครื่องมือ สายไฟ
4 = สามารถป้องกันของแข็งที่มีตั้งแต่ 1 มิลลิเมตรขึ้นไป เช่น เครื่องมือ สายไฟ และสายไฟขนาดเล็ก
5 = สามารถป้องกันฝุ่นได้ในระดับหนึ่ง
6 = สามารถป้องกันฝุ่นได้


ความหมายของตัวเลขหลักที่สอง
0 = ไม่ป้องกันอะไรเลย
1 = สามารถป้องกันน้ำหยดใส่ได้ เช่น หยดน้ำที่เกิดจากความชื้น
2 = สามารถป้องกันละอองน้ำที่เข้ามาในมุมไม่เกิน 15 องศาจากแนวตั้ง
3 = สามารถป้องกันละอองน้ำที่เข้ามาในมุมไม่เกิน  60 องศาจากแนวตั้ง
4 = สามารถป้องกันละอองน้ำได้จากทุกทิศทาง
5 = สามารถป้องกันน้ำได้ในระดับหนึ่ง
6 = สามารถเปียกน้ำได้แต่ไม่นาน เช่น โดนฝน
7 = สามารถจุ่มน้ำได้ที่ความลึกตั้งแต่ 15 เซนติเมตร ถึง 1 เมตร
8 = สามารถใช้งานใต้น้ำได้ไม่เกิน 3 เมตร

9K = สามารถใช้งานใต้น้ำที่ความลึก 15 เซนติเมตร และอุณหภูมิ 80 องศาเซลเซียส

 

ตัวอย่างเช่น กล้องวงจรปิดตามมาตรฐาน IP67 คือ กันฝุ่นได้

จุ่มน้ำได้ที่ความลึก 15 เซนติเมตร เป็นต้น

 

 

 

 

 

 

 


หน้าหลักหน้าหลัก